1. บทนำ
หลักการป้องกันสายส่งแบบ Non-Pilot โดยใช้ Overcurrent Relay และ Distance Relay ไม่สามารถกำจัด Fault ที่เกิดขึ้นที่ปลายทั้ง 2 ข้างของสายส่งได้ทันที่เนื่องจาก Relay จะตรวจจัด Fault โดย ข้อมูลที่ได้รับจาก Relay เพียงข้างเดียวทา ให้การกา จัด Fault ที่ปลายอีกข้างหนึ่งของสายส่ง (Remote End) จะต้องมีการหน่วงเวลาเกิดขึ้น การป้ องกันจึงยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นจึงต้องใช้การป้ องกันแบบ Pilot ซึ่งจะได้อธิบายต่อไปนี้
รูปที่ 15 การจัดความสัมพันธ์ (Coordination) ระหว่าง Zone 1 และ Zone 2 ของรีเลย์ที่ Terminal A
จากการแบ่ง Zone พิจารณารูปที่ 15 เมื่อเกิด Fault ที่ F2 รีเลย์ที่ Terminal B จะ Trip ทันที
เนื่องจาก Fault อยู่ใน Zone 1 ของมันเอง ในขณะที่รีเลย์ที่ Terminal A จะมีการหน่วงเวลาไว้เพราะว่า
F2 อยู่ใน Zone 2 ของรีเลย์ Terminal A ซึ่งจะทาหน้าที่เป็น Backup หากรีเลย์ที่ Terminal B ไม่ทางาน ดังนั้นถ้าเกิด Fault ที่ F1 รีเลย์ที่ Terminal A ก็จะหน่วงเวลาด้วย ทาให้การกาจัด Fault ที่ F1 ช้าลง ในทางทฤษฎี เราสามารถแก้ปัญหาได้โดยใช้หลักการ Differential โดยการเปรียบเทียบกระแสทั้งสองด้านแต่ไม่เหมาะในทางปฏิบัติ เนื่องจากในระบบไฟ 3 เฟส จะต้องใช้ตัวนาร่องสัญญาณ (Pilot Conductor) ถึง 6 ตัว ประกอบด้วย
- 3 ตัวสาหรับแต่ละเฟส
- 2 ตัวสาหรับสายไฟกระแสตรงที่จะไป Trip Circuit Breaker
- 1 ตัวสาหรับสาย Neutral
หลักการของ Pilot Protection ก็คือการนา Differential Relay มาดัดแปลงโดยหลีกเลี่ยงการใช้สายสัญญาณระหว่างปลายแต่ละด้านของสายส่ง คาว่า “PILOT” ในที่นี้หมายถึง การสื่อสารระหว่าง Terminal ของสายส่งตั้งแต่ 2 Terminal ขึ้นไปเพื่อที่สามารถป้องกันสายส่งได้อย่างสมบูรณ์ (กาจัด Fault ได้ 100% ของสายส่งโดยไม่ต้องมีการหน่วงเวลา) การป้องกันแบบนี้เรียกว่า การป้องกันระยะไกล (Teleportation)



